นี่ร่างกายเราเป็นอะไร อยากซื้อขายหุ้นตลอดเวลา (Over-Trading)
หุ้น19
วันนี้ไม่ได้เป็นวันหยุด และวันนี้ไม่ได้เป็นวันว่าง ตลาดหุ้นก็เปิดเราจึงต้องทำอะไรสักอย่าง เราจึงอยากส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นเผื่อจะทำกำไรได้บ้างอีกสักวัน โย้วๆ
หลายคนเริ่มต้นลงทุนด้วยเป้าหมายที่เรียบง่าย คืออยากสร้างผลตอบแทนและเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน แต่เมื่ออยู่กับตลาดนานขึ้น ความผันผวนของราคาและกราฟที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา อาจทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่ม “หมกมุ่น” กับการติดตามตลาดมากเกินไป จากเดิมที่วางแผนลงทุนอย่างมีเหตุผลกลับกลายเป็นการซื้อขายตามอารมณ์ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
พฤติกรรมลักษณะนี้มักเกิดขึ้นจากการจ้องราคาอยู่ตลอดเวลา ความกลัวพลาดโอกาส บางคนกลัวตกรถหรือบางคนกลัวขายหมู หรือความกดดันที่อยากทำกำไรให้ได้เร็วที่สุด จนสุดท้ายกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “Over-Trading” ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสูญเสียวินัย และตัดสินใจผิดพลาดในระยะยาว
ก่อนจะลงลึกถึงผลกระทบและวิธีรับมือ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Over-Trading คืออะไร และทำไมพฤติกรรมนี้จึงเกิดขึ้นกับนักลงทุนหลายคนได้
Over-Trading คืออะไร ?
พฤติกรรมการซื้อขายหุ้น สินทรัพย์ หรือการซื้อๆ ขายๆ บ่อยเกินความจำเป็น ไม่ได้เกิดจากการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล แต่เกิดจากอารมณ์ ความกังวล ความโลภ หรือความอยากเอากำไรคืนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกรณีของการลงทุนในตราสารฟิวเจอร์ส หรือ ตราสารอนุพันธ์ ผลเสียที่เกิดขึ้นอาจมีความรุนแรงกว่าการลงทุนในหุ้น หรือกองทุนรวม
Over-Trading ส่งผลเสียอย่างไร ?
แน่นอนหากยิ่งมีการซื้อ-ขายบ่อยครั้ง ก็จะทำให้เราเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขายมากขึ้น นอกจากนั้นก็จะทำให้เกิดผลเสียต่อสมาธิและจิตใจของตัวนักลงทุนเอง เช่น ตัดสินใจผิดพลาดจากอารมณ์ ขาดสมาธิในชีวิตประจำวันเพราะต้องเฝ้าจอหน้าแพลตฟอร์มซื้อ-ขายหุ้นตลอดเวลา หรือเกิดความเครียดไม่เป็นอันกินอันนอน ฯลฯ
รอให้เป็น เย็นให้พอ
การเอาชนะอาการ Over-Trading ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรมากมาย แค่รออย่างมีความอดทน และมีวินัย ถ้าหากวันนี้ตลาดเปิดทำการ แต่ดูแล้วแนวโน้มตลาดยังไม่เอื้ออำนวย เช่น ไม่มีสัญญาณให้ซื้อหุ้นดีๆ เราก็แค่หยุดเฝ้าดูตลาด ไปหากิจกรรมอย่างอื่นทำ หรือหยุดซื้อ-ขายหุ้นในวันที่อารมณ์ไม่ดี เพราะอย่างไรในวันข้างหน้าตลาดสินทรัพย์ก็เปิดอยู่ดี ไม่หายไปไหนหรอกครับ
พฤติกรรมอย่างไรบ้างที่เข้าข่าย Over-Trading
หากยังไม่แน่ใจว่าพฤติกรรมแบบไหนที่จะเรียกว่าการ Over-Trading ถ้าอย่างนั้นผมขอสรุปมาให้เห็นเป็นภาพ เช่น
- ซื้อ - ขายหุ้นโดยใช้อารมณ์มากกว่ากลยุทธ์ในการลงทุน
- เห็นราคาขยับนิดเดียวก็รีบซื้อหรือขาย
- ซื้อ - ขายหุ้นซ้ำๆ เพราะต้องการเอาทุนคืน หลังจากขาดทุนหนัก
- ทุ่มซื้อหุ้นตัวเดียว ไม่มีการกระจายความเสี่ยง (All-in)
- ไม่ตั้งจุดตัดขาดทุน หรือ Stop loss
มีอาการเหล่านี้แสดงว่า Over-Trading พอร์ตการลงทุนของท่านมีความเสี่ยงแล้วหล่ะ
มีแนวทางป้องกันหรือปรับพฤติกรรมอย่างไรบ้าง ?
“กลยุทธ์” ต้องมาก่อน “อารมณ์” นักลงทุนที่ดีต้องไม่ใช้ หู เพื่อคาดเดาตลาด แต่คือการทำตามกลยุทธ์อย่างเคร่งครัด เช่น
- ศึกษางบการเงินและจดบันทึกหุ้นที่มีพื้นฐานดี หลังจากนั้นรอจังหวะราคาย่อตัวค่อยทำการซื้อ
- กำหนดจุดตัดขาดทุนอย่างเคร่งครัด
- แยกพอร์ตการลงทุนระยะยาว ออกจากพอร์ตการลงทุนแบบเก็งกำไรระยะสั้น
- มีการกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง อาจกำหนดเงินลงทุนที่ 10-20% ต่อหุ้นรายตัว
สรุป
การซื้อขายหุ้นในทุกจังหวะมีโอกาสสร้างผลกำไรและผลขาดทุนได้สำหรับนักลงทุนที่มีวินัย และมีความรอบคอบ ถ้าหากเรา Over-Trading หรือไม่มีการวางแผนและมีการกระจายความเสี่ยงมาก่อน อาจทำให้สูญเสียเงินต้นอย่างรวดเร็ว และต้องมีจุดตัดขาดทุนเพื่อป้องกันราคาเคลื่อนไหวต่างไปจากที่คาดการณ์ ที่สำคัญก่อนลงทุนนักลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน